วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559


เรื่อง “ตาสองข้างกับเรื่องควายรู้-ควายแรง”


ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีการเรียนการสอนธรรมะในพระพุทธศาสนากันอย่างกว้างขวางทั้งในและนอก ทั้งบางที่ก็มีคฤหัสถ์ฆราวาส ที่มีความรู้ความสามารถเรื่องพระพุทธศาสนาสอนธรรมะ ทั้งด้านปริยัติ(งานเขียนประเภทหนังสือ,การสัมมนาการรับฟัง)และปฏิบัติ (การอบรมวิปัสสนา, การปฏิบัติธรรม) หรือแม้กระทั้ง ในสังคมโลกปัจจุบันจะขยายโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมแทบจะจะเรียกว่า “ดอกเห็ด” แต่ก็มองไม่เห็นการใช้ธรรมะที่ชื่อว่า ปัญญา ตัวรู้ถูกผิด และกรุณา ตัวเห็นความทุกข์ในใจคนอื่น

ตามความหมาย คำว่า กรุณา หมายถึง ความสงสารคือปรารถนาช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ปัญญา คือความรู้รอบ ที่ทำให้คนเป็นคนเก่ง ให้ความหมายง่ายๆ คือ กรุณาทำให้คนเป็นคนดี มนุษย์ต้องเป็นทั้งคนเก่ง และต้องเป็นคนดีด้วย คือ ต้องมีปัญญาคู่กับกรุณาจึงจะเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ ตามหลักธรรม

การศึกษาในระบบโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมักสอนเน้นความรู้ที่เป็นศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ แต่มักขาดการเน้นความรู้เรื่องศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศาสตร์ทั้งหลายให้ความรู้ที่ทำให้เป็นคนเก่ง ศาสนาให้ความรู้ที่ทำให้เป็นคนดี การที่จะพัฒนาคนให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดีต้องสอนให้มีความรู้ทั้งศาสตร์และ ศาสนา ดังที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงกล่าวว่า “Science without religion is lame. Religion without science is blind ศาสตร์ที่ขาดศาสนาย่อมพิกลพิการ ศาสนาที่ขาดปัญญาย่อมมืดบอด

                พระพุทธศาสนาแบ่งมนุษย์ออกเป็น ๓  ประเภท คือ อันธจักขุ คนตาบอด เอกจักขุ คนตาเดียว ทวิจักขุ คนสองตา

ประเภทแรก อันธจักขุ คนตาบอด คือ คนที่ไม่รู้ศาสตร์ใดๆ ทั้งไม่มีความรู้ ในการประกอบอาชีพทางโลก นอกจากนี้ ทั้งเขายังไม่มีความรู้ทางศาสนา ทั้งไม่มีคุณธรรมจริยธรรม เขาจึงขาดดวงตาแห่งปัญญาทั้งสองข้าง ท่านจึงเปรียบเหมือนคนตาบอด ชีวิตจึงมองโลกก็ไปในง่ายร้ายๆ ไปเสียหมด

                ประเภทที่สอง เอกจักขุ คนตาเดียว ก็คือคนที่มีความรู้ทางโลกด้านเดียว เขารู้ศาสตร์ต่างๆมากมาย แต่ไม่รู้เรื่องศาสนา คุณธรรม จริยธรรม นี่ท่านเรียกว่า คนตาเดียว จึงทำให้มองคนอื่นด้อยหรือต่ำกว่าตน ชีวิตจึงอยากแต่เพียงนั่งบนหัวคน ไม่คิดจะนั่งในใจคน

ประเภทที่ ๓ ทวิจักขุ คนสองตา คือคนที่มีทั้งปัญญาในทางโลกและปัญญาในทางศาสนา เขาค่อนข้างจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะปกติชีวิตก็ไม่เดือดร้อน ความคิดก็ไม่เป็นภัย อยู่ที่ไหนก็มักจะนั่งอยู่ในใจคน  (เล่มที่ ๒๐/๔๖๘๑๑๖๓ พระไตรปิฏกฉบับบาลีสยามรัฐ)

เรื่องมนุษย์ที่สมบูรณ์นี้ ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่าชีวิตที่สมบูรณ์ก็เหมือนการไถนาด้วยควายสองตัว ในการไถนานั้น คนโบราณเทียมควายสองตัว เหมือนกับชีวิตจะต้องมีตัวนำในการดำรงชีวิตสองอย่างด้วยกัน คือมีตาสองข้าง ตาข้างหนึ่งเป็นความรู้ในทางโลกและอีกข้างหนึ่งเป็นความรู้ในทางธรรม

             ท่านพุทธทาสเล่าว่า คนสมัยโบราณไถนาด้วยควายสองตัวคือควายตัวรู้กับควายตัวแรง ควายตัวรู้เป็นควายแก่มีประสบการณ์สูงในการไถนา รู้ภาษาชาวนาดี มันเดินและหยุด ทำตามคำสั่งของชาวนา ควายตัวนี้มีความรู้แต่ไม่มีแรงลากไถ ชาวนาจึงจับมาเทียมคู่กับควายอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่าควายตัวแรง มันเป็นควายหนุ่มที่มีแรงลากไถแต่ไม่รู้ภาษาชาวนา เมื่อชาวนาออกคำสั่งให้เดิน ควายตัวรู้จะขยับตัวออกเดิน ควายตัวแรงก็ออกแรงลากไถไปด้วยกัน การไถนาสำเร็จได้ด้วยการเทียมควายสองตัวคือตัวรู้กับตัวแรงเข้าด้วยกัน การดำรงชีวิตของมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็ต้องมีทั้งตัวรู้และตัวแรง  #ตัวรู้คือความรู้ด้านศาสนา #ส่วนตัวแรงคือ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

                ถามว่า  เรื่องควายสองตัวนี้ ตัวไหนควรนำตัวไหน ?

ตอบว่า ควายตัวรู้ต้องนำควายตัวแรง นั่นคือ ศาสนาต้องกำกับการใช้ปัญญาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อป้องกันมิให้ปัญญาด้านนี้ถูกใช้ไปเพื่อการผลิตอาวุธทำลายโลก หรือแม้กระทั้งอาวุธคือปาก ความอิจฉาริษยา ศาสนาต้องพัฒนาคุณธรรมคือกรุณาให้มีพลังมากพอที่จะกำกับการใช้ปัญญาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดังนี้ท่านแต่งเป็นเป็นบทกลอน ชื่อว่า วัฒนธรรมควายคู่ ดังต่อไปนี้

หลักการสร้างคนรุ่นใหม่ให้สามารถ

ต้องรวมปราชญ์รวมศาสตร์ที่หลากหลาย

ทำงานร่วมรวมพลังทั้งใจกาย

เปรียบดังควายไถนาอยู่เคียงคู่กัน

ควายหนึ่งคือควายแรงเป็นควายรุ่น

ช่วยดันดุนหนุนแรงอย่างแข็งขัน

อุตสาหะมานะสร้างสารพัน

ร่วมผลักดันพร้อมเรียนรู้คู่องค์กร

อีกควายหรือคือควายเฒ่าเรียกควายรู้

 เปรียบดังครูผู้ชี้นำคำสั่งสอน

ประคับช่วยประคองให้ไม่สั่นคลอน

ดุจภัสสรส่องสว่างหนทางไกล

จึงต้องรวมพลังคู่มุ่งสู่หนึ่ง

สร้างควายซึ่งรู้คู่แรงแปลงพันธุ์ใหม่

เติมความรู้คู่หลักคิดเสริมจิตใจ

ควายพันธุ์ไทยก้าวไกลในสากล (พระพรหมบัณฑิต : ประยูร ธมฺมจิตฺโต ศ.ดร.)

อธิบายตามความหมายของบทกลอน เรากำลังเปลี่ยนวัฒนธรรมเก่าไปสู่ใหม่ สังคมเริ่มเปลี่ยนไปสู่การรับรู้ การเรียนรู้ที่กว้างขวาง จนแทบจะไร้ขอบเขต จนเป็นวัฒนธรรมใหม่ หากคนเก่า คนอาวุโสที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งเป็นผู้นำให้ความรู้ที่ถูกต้องกับคนรุ่นใหม่ ทั้งให้คุณธรรม จริยธรรม เป็นแบบอย่างให้ด้วย เพราะถือว่ามีประสบการณ์ ต้องคอยให้นโยบายให้ความคิด กำหนดทิศทางชีวิต คนรุ่นใหม่ก็เรียนรู้เหมือนกับการรับไม้ต่อ และร่วมกันเป็นแรงผลักดันสังคมที่เราเป็นอยู่ อาจรวมถึงประเทศ หรือศาสนาที่เป็นอยู่นี่  การเสี่ยมสอนของคนเก่าก็เหมือนกับควายรู้ ต้องนำคนหนุ่มสาวซึ่งเป็นควายแรงกลายเป็นตัวรู้ขึ้นมาให้ได้   คนรุ่นหลังจึงจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

               

มีความสุขทุกคนทุกท่าน

                เขียนโดย : พระมหาศราวุธ จิตฺตทนฺโต (น้อยนารี) ป.ธ.๙,ร.ม.

               

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เหรียญสมพร วัดเหล่าอ้อย

เหรียญสมพร
 
ครั้งแรกแห่งการสร้างเหรียญครูบาอาจารย์ ของวัดเหล่าอ้อย
          เนื่องจากการสร้างเหรียญสมพร ก็เพื่อปรารภเหตุ ๒ ประการ คือ ๑) เพื่อเป็นที่ระลึกงานปิดทองฝังลูกนิมิต และ ๒) เพื่อเป็นที่ระลึกครบรอบ ๖๐ ปี หลวงพ่อสมพร (ท่านเจ้าคุณพระสิริวุฒิเมธี เจ้าอาวาสวัดเหล่าอ้อย และเจ้าคณะอำเภออรัญประเทศ)
 
พิธีพุทธาภิเษก
 
 
วันที่  5 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2559
หลวงพ่อสนธิ์  ปภสฺสโร วัดทุ่งพระมาอธิษฐานจิตที่พระอุโบสถส์ เวลา 09.09 น.
 
ก่อนพิธีพุทธาเษก เวลา 17.09 น. โดยครูบาอาจารย์ อาทิเช่น
 
 
 
หลวงพ่ออุตตมะ (เส็ง) วัดชนะชัยศรี
 
 
หลวงพ่อเกิ่ล วัดวิหารธรรม 
 

หลวงพ่อคำคูณ วัดคลองหาด  


หลวงพ่อสอน วัดโคกสะพานขาว
 
 
หลวงพ่อคูณ วัดราชนัดดารามวรวิหาร กรุงเทพฯ
 
 


                         เมื่อสร้างเสร็จก็ทำลายแม่พิมพ์ และให้มอบให้วัดเพื่อใช้ในการวัดเท่าที่มี และส่วนที่เหลือจากงานก็จะเก็บเป็นสมบัติวัด  ประโยค ๙ สร้าง ขอให้มีความก้าวหน้า และสมพรดังที่คิดและปรารถนา

ก้าวหน้าและสมพรดังชื่อเหรียญ (หลวงพ่อ) ทุกประกาาร พระมหาศราวุธ  จิตฺตทนฺโต ป.ธ.๙  ผู้สร้าง

 
 
 


วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

หมู่บ้านศีล 5 วัดเหล่าอ้อย

          ศีล แปลว่า ปกติ โดยความหมายคือการทำกาย วาจาและใจให้ปกติ โดยคุณธรรม คือการประคับประคองใจของตนให้เว้น ละ เลิก ลดในบาปธรรมและอกุศลกรรมต่างๆ.....
          ศีล ๕ แปลว่า ความเป็นปกติทางกาย วาจาและใจ โดยความตั้งใจที่จะทำและละ เลิก ลด ในสิ่งทั้ง ๕ คือ..
          ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต คือ การมุ่งร้าย ทำลายล้างชีวิตของคนอื่น สัตว์อื่น 
          อทินนาทานา เวรมณี เจตนาเครื่องงดเว้นจากอทินาทาน คือ การมุ่งที่จะฉกฉวยสิ่งของที่เป็นที่รักมาเป็นของตน
          กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เจตนาเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม คือ ไม่มุ่งทำลายครอบครัวของผู้อื่น หรือบุคคลอื่น ด้วยอำนาจตัณหาที่ตนมีแล้วควบคุมไม่ได้
          มุสาวาทา เวรมณี เจตนาเครื่องงดเว้นจากการกล่าวเท็จ คือ การพูดมุ่งทำลายประโยชน์ของบุคคลอื่น โดยความเป็นบุคคลผู้โกหก หลอกลวง
          สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เจตนาเครื่องงดเว้นจากการสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทคือสิ่งเสพติด, มึดเมา อันทำให้ขาดสติ ซึ่งเป็นต้นตอแห่งการทำสิ่งที่เป็นอกุศลอย่างอื่นๆ ได้...


หรือแม้จะถือเพียงข้อใดข้อหนึ่ง...ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเป็นมงคลแก่ตนแล้ว....!!!!

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

อรัญประเทศ กับ ยิ้มรักในบ้านเกิด

แด่ฉันและเธอชาวอรัญและกำลังใจ.....
     เมื่อท้อให้มอง หาต้นตออุปสรรค
     เมื่อล้มให้ลุก   อย่ามัวแต่ร้องไห้
     เมื่อทุกข์ให้มองสุขที่เคยสั่งสม
     เมื่อระบมให้หมั่นหาอารมณ์เพื่อบรรเทา
     เมื่อเจออุปสรรคให้บอกตนว่า "เราพบสัจธรรมที่แท้ในชีวิต"

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประวัติวัดเหล่าอ้อย



เจ้าคุณอรัญฯ
วัดเหล่าอ้อย อรัญประเทศ สระแก้ว


ประวัติสังเขปวัดเหล่าอ้อย 
             วัดเหล่าอ้อย ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๔ บ้านเหล่าอ้อย ถนนธนะวิถี หมู่ที่ ๕ ตำบลหนองสังข์ อำเภออรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย มีเนื้อที่ ๒๙ ไร่ ๖๐ ตารางวา โดยใบโฉนดชื่อของนางพงา จำปาเทศ เป็นผู้ถวายที่ดิน ปัจจุบันทางวัดซื้อเพิ่มอีก ๘ ไร่ เพื่อใช้ปลูกป่าปฏิบัติธรรม ในช่วงเข้าพรรษากาลของภิกษุและอุบาสก อุบาสิกา และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมประจำอำเภออรัญประเทศ

              ทำไมถึงชื่อว่า “เหล่าอ้อย”

              คำว่า “เหล่าอ้อย” ที่เรียกอย่างนี้ อาจเป็นเพราะเรียกตามลักษณะพื้นที่และอุปนิสัยของชาวบ้านอย่างหนึ่ง คือ บริเวณพื้นที่ของชุมชนนอกจากจะเป็นป่าดงหนาทึบแล้ว ยังมีพืชชนิดหนึ่งขึ้นอยู่มากนั่นคือ อ้อยแขม หรืออ้อยป่า และต้นเลา ประกอบกับชาวบ้านเมื่อจะทำไร่ ทำนาบนที่บริเวณใด หรือปลูกเรือน ก็จะนิยมปลูกอ้อยไว้เป็นหย่อมๆ หรือชาวบ้านเรียกว่า “เป็นเลาๆ เป็นบุๆ” บนที่บริเวณนั้น เคยถามคนเฒ่าคนแก่ว่า “ทำไมจึงต้องปลูกอ้อยบนบริเวณอย่างที่กล่าวด้วย ? เพราะพืชอย่างอื่นก็มีเยอะที่จะให้ปลูก ? ก็ได้คำตอบว่า “ปลูกไว้ให้ลูกหลานกิน” เคยถามต่อไปอีกว่า “เด็กๆในสมัยนั้นกินอ้อยแทนของหวานใช่ไหม ? คนเฒ่าคนแก่ก็หัวเราะและตอบว่า “อาจจะใช่เพราะคนเฒ่าคนแก่นิยมปลูกไว้ ก็เลยทำตาม ใบอ้อยยังเอาไปแทนใบตองห่อข้าวต้มได้อีก น้ำอ้อยก็นำไปต้มทำเป็นน้ำตาลก้อนไว้กินไว้ขายได้อีก” จากคำบอกเล่าเหล่านี้ทำให้สันนิษฐานได้พอคร่าวๆว่า

        คำเล่าจากคนเก่าก่อน
            เมื่อบริเวณนี้มีต้นอ้อยแขมและต้นเลาขึ้นอยู่มากและชาวบ้านก็นิยมปลูกอ้อยไว้บนที่ลักษณะดังกล่าว พอชาวบ้านเลิกใช้ที่บริเวณนั้นทำไร่ ทำนา หรือย้ายครัวเรือนไปตั้งอยู่ที่แห่งใหม่ ที่บริเวณนั้นจึงถูกทิ้งร้าง แต่อ้อยที่ปลูกทิ้งไว้ก็ยังขึ้นเองตามธรรมชาติ ชาวบ้านจึงเรียกที่ในลักษณะนี้ว่า “เลา” เหมือนกัน ซึ่งให้ความหมายว่า “ร้างไม่ใช้แล้ว” จึงใช้เรียกที่บริเวณนี้ว่า “เลาอ้อย” เพราะถามคนเฒ่าคนแก่ว่า “พอมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆก็เรียก ‘เลาอ้อย เลยใช่ไหม ? ก็ได้คำตอบว่า “ก็เรียกมาตั้งแต่แรกเลย เพราะตอนย้ายมาญาติพี่น้องที่หนองสังข์ถามว่า ‘ไปอยู่ไหน’ ก็บอกเขาไปว่า ‘ไปอยู่เลาอ้อย’ อาจเป็นเพราะเรียกตามคนเฒ่าคนแก่พาเรียก” สรุปว่าที่เรียกว่า เลาอ้อย เพราะที่นี่เดิมทีมีอ้อยแขมและต้นเลาขึ้นอยู่มาก และบริเวณที่ๆ ชาวบ้านทำไร่ ทำนาและอยู่อาศัยส่วนใหญ่ก็เป็นที่ๆเป็น เลาๆ เป็นบุๆอีกทั้งยังมีอ้อยที่ปลูกทิ้งร้างไว้อีก ชุมชนแถบนี้จึงใช้เรียกตนเองว่า “เลาอ้อย” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ บ้านหินแร่ (ชื่อเดิมอำเภออรัญประเทศ)ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๗) จึงมีตำบลและหมู่บ้านขึ้น บริเวณนี้จึงถูกนำไปรวมกับ บ้านหนองสังข์ซึ่งเป็นบ้านเก่า ยกบ้านหนองสังข์ให้เป็นตำบลหนึ่งในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีน ในสมัยนั้นว่า ตำบลหนองสังข์ ชุมชนบ้านบริเวณนี้จึงถูกเรียกว่า “เหล่าอ้อย” ตามศัพท์ทางราชการ แทนคำว่า

                การเริ่มสร้างวัด

               การสร้างวัดเหล่าอ้อย เริ่มต้นจากความคิดริเริ่มของ ผู้ใหญ่เลียบ พงษ์สมร นายพวย ไชยฤทธิ์ นายสง่า บุญเดิม เนื่องจากบ้านเหล่าอ้อย แต่เดิมไม่มีวัดทำบุญ ชาวบ้านต้องเดินทางไกลไปทำบุญที่วัดหนองสังข์ (วัดเก่า) เพราะครัวเรือนชาวเหล่าอ้อยเอง ส่วนใหญ่ก็ย้ายมาจากบ้านหนองสังข์-หันทราย และหลายถิ่นฐานด้วยกัน เพราะปัญหาความอดอยาก แล่นแค้น อันเกิดจากภัยธรรมชาติความแห้งแล้งของฤดูกาล และปัญหาพื้นที่ชายแดนอันเกิดจากความไม่สงบ ความขัดแย้งภายในของประเทศกัมพูชาหลายต่อหลายครั้ง การรวมกลุ่มของชาวบ้านเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน จึงดำเนินไปอย่างไม่สม่ำเสมอ เมื่อเป็นดังนั้น ชาวบ้านจึงคิดสร้างวัดขึ้นเพื่อทำบุญและทำกิจกรรมร่วมกันในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ผนวกกับปลัดเลิศชัย จำปาเทศปลัดอำเภออรัญประเทศ ในสมัยนั้นได้จองที่ดิน และได้คืนให้กับผู้ใหญ่บ้าน ๆ ก็ได้ริเริ่มสร้างวัดและโรงเรียนแห่งใหม่ แทนโรงเรียนเก่าขึ้น โดยเป็นที่พักสงฆ์ก่อน ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน มีการบริจาคเสา ๕ หลังคาเรือน ต่อ ๑ ต้น บริจาคหลังคาเรือนละ ๕๐ บาท เพื่อสร้างศาลาการเปรียญ ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ก็ช่วยกันสร้างกฏิสงฆ์ขึ้น เพื่อให้พระภิกษุได้จำพรรษาในพรรษากาล ในช่วงเริ่มแรก มีพระภิกษุจำพรรษา ๑ รูปบ้าง ๒ รูปบ้าง ก็พอได้เทศนาสั่งสอนชาวบ้านให้เข้าใจในเรื่องศาสนพิธีและหลักคำสอนพระพุทธศาสนาบ้าง เพราะยังเป็นบ้านใหม่ วัดใหม่ ในช่วงเริ่มต้น ต่อมามีการสร้าง หอฉัน เมรุ กุฏิสงฆ์ เพิ่มเติมขึ้น ประกอบกับชาวบ้านเหล่าอ้อยเองก็มีครัวเรือนขยายเพิ่มเติมขึ้น 

       เจ้าอาวาสและวิสุงคามสีมา


               เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒
ที่พักสงฆ์เหล่าอ้อย ถูกยกขึ้นเป็นวัดจากกรม
การศาสนา มหาเถรสมาคม และได้รับพระราช
ทานวิสุงคามสีมา ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน
พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นวัดราษฎร์ และมีลำดับเจ้าอาวาส
วัดเหล่าอ้อยขึ้นตั้งแต่นั้นมา


            ลำดับเจ้าอาวาส
 รูปที่ ๑.  พระครูวุฒิวรธรรม (ปา ปาสโก) พ.ศ. ๒๕๒๒ - ๒๕๔๓ (ปัจจุบันมรณภาพ)
 รูปที่ ๒.  พระสิริวุฒิเมธี (สมพร กนฺตาโภ ป.ธ. ๗) พ.ศ. ๒๕๔๓ – จนถึงปัจจุบั
           ตำแหน่งการปกครอง เจ้าคณะอำเภออรัญประเทศ พ.ศ.๒๕๓๙ - ๒๕๖๐
                                                  รองเจ้าคณะจังหวัดสระแก้ว พ.ศ. ๒๕๖๐ - ปัจจุบัน